รถราง เริ่มมีการใช้ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยรถรางสายแรกใช้ม้าลากออกวิ่งรับผู้โดยสารเป็นปฐมฤกษ์ เมื่อวันที่ ๒๘ กันยายน พุทธศักราช ๒๔๓๑ ต่อมาในปีพุทธศักราช ๒๔๓๗ ได้เปลี่ยนจากการใช้ม้าลากเป็นรถรางที่ใช้ไฟฟ้าในการขับเคลื่อน


รถไฟ เป็นระบบขนส่งมวลชนที่สำคัญ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงตระหนักถึงความสำคัญของการคมนาคมโดยเส้นทางรถไฟ เนื่องจากการใช้ถนนและแม่น้ำลำคลองไม่เพียงพอต่อความต้องการเดินทางของประชาชน จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างเส้นทางรถไฟหลวงจากกรุงเทพฯ ถึงนครราชสีมาขึ้นเป็นสายแรก และเมื่อก่อสร้างเส้นทางนี้ถึงพระนครศรีอยุธยา ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ เสด็จพระราชดำเนินประกอบพิธีเปิดการเดินรถไฟสายแรกของประเทศไทย ระยะทาง กรุงเทพฯ-พระนครศรีอยุธยา เมื่อวันที่ ๒๖ มีนาคม พุทธศักราช ๒๔๓๙



รถไฟฟ้าบีทีเอส
นับตั้งแต่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างทางรถไฟสายแรกขึ้นมา ทำให้กิจการขนส่งมวลชนทางรางในประเทศไทยได้พัฒนาก้าวหน้ามาโดยลำดับ แนวคิดในการพัฒนาระบบขนส่งมวลชนทางราง เริ่มมีขึ้นเมื่อปี พ.ศ.๒๕๑๕ รัฐบาลไทยได้ขอความช่วยเหลือจากรัฐบาลเยอรมัน ให้ส่งผู้เชี่ยวชาญมาทำการศึกษาและวางแผนในการแก้ไขปัญหาจราจรและขนส่งในกรุงเทพมหานคร ซึ่งได้เสนอแนะให้รัฐบาลไทยมีนโยบายสนับสนุนการขนส่งสาธารณะเป็นหลัก และเสนอให้มีระบบขนส่งมวลชน (แบบเร็ว) เพื่อแก้ไขปัญหาจราจร โดยรัฐบาลได้สนับสนุนและผลักดันมาอย่างต่อเนื่อง

ระบบรถไฟฟ้าสายแรกของประเทศไทยเป็นระบบรถไฟฟ้ายกระดับ ได้จัดสร้างและให้บริการโดยบริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ภายใต้การกำกับดูแลของกรุงเทพมหานคร ได้รับพระราชทานนามว่า “รถไฟฟ้าเฉลิมพระเกียรติ ๖ รอบพระชนมพรรษา สาย ๑ (สายสุขุมวิท) และสาย ๒ (สายสีลม)” เปิดให้บริการครั้งแรกเมื่อวันที่ ๕ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๔๒ เพื่อร่วมเฉลิมฉลองเนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๖ รอบ


รถไฟฟ้ามหานคร สายเฉลิมรัชมงคล

รถไฟฟ้ามหานคร สายเฉลิมรัชมงคล เป็นระบบรถไฟฟ้าใต้ดินตลอดสาย อยู่ภายใต้การดำเนินงานของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) โดยเริ่มต้นเมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ทางวางศิลาฤกษ์ ณ บริเวณสถานีรถไฟหัวลำโพง เมื่อวันที่ ๑๙ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๓๙ และต่อมาเมื่อวันที่ ๙ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๔๒ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานนามว่า “เฉลิมรัชมงคล” ซึ่งมีความหมายว่า “งานเฉลิมความเป็นมงคลแห่งความเป็นพระราชา”

รถไฟฟ้ามหานคร สายเฉลิมรัชมงคล ให้บริการเดินรถโดยบริษัท รถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ภายใต้การกำกับดูแลของ รฟม. โดยเมื่อวันที่ ๓ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๔๗ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ และสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดการเดินรถอย่างเป็นทางการ ณ สถานีรถไฟฟ้าหัวลำโพง



ปัญหาการจราจรในกรุงเทพมหานครได้ทวีความรุนแรงขึ้นเป็นลำดับ จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2514 รัฐบาลไทยได้รับความช่วยเหลือจากรัฐบาลเยอรมันส่งคณะผู้เชี่ยวชาญมาทำการ ศึกษา สำรวจ และวางแผนแม่บทสำหรับการจราจรและขนส่งในกรุงเทพมหานคร ซึ่งได้เสนอแนะให้มีระบบรถขนส่งมวลชนแบบเร็ว (Mass Rapid Transit System) เพื่อแก้ไขปัญหาการเดินทางและการจราจรในกรุงเทพมหานคร จึงได้มี “ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 290 ลงวันที่ 27 พฤศจิกายน พุทธศักราช 2515” จัดตั้ง “การทางพิเศษแห่งประเทศไทย” ขึ้น เพื่อจัดสร้าง “ทางพิเศษ” ซึ่งประกอบด้วยทางด่วน (Express Way) และระบบรถไฟฟ้าขนส่งมวลชน (Mass Rapid Transit System) และการทางพิเศษแห่งประเทศไทยได้ดำเนินการมาโดยลำดับ แต่ต่อมารัฐบาลพิจารณาเห็นว่า การจราจรทางถนนในกรุงเทพมหานครติดขัดมาก สมควรเร่งรัดการดำเนินการในส่วนของระบบรถไฟฟ้าขนส่งมวลชน เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนสามารถเดินทางได้โดยไม่จำเป็นต้องใช้รถยนต์ส่วนบุคคล ดังนั้น คณะรัฐมนตรีจึงมีมติเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2535 เห็นชอบให้จัดตั้งรัฐวิสาหกิจภายใต้การกำกับของนายกรัฐมนตรีเพื่อรับผิดชอบการดำเนินงานโครงการระบบรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล จึงได้มีการตรา “พระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การรถไฟฟ้ามหานคร พ.ศ. 2535 “ (ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 109 ตอนที่ 90 วันที่ 20 สิงหาคม 2535) โดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการจัดตั้งองค์การของรัฐบาล พ.ศ.2436

โดยที่พระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การรถไฟฟ้ามหานคร พ.ศ. 2535 มีบทบัญญัติที่ไม่เพียงพอต่อการจัดทำ จัดการและการให้บริการขนส่งมวลชนด้วยระบบรถไฟฟ้า รวมทั้งการดูแลรักษาความปลอดภัยสาธารณะ ทำให้องค์การรถไฟฟ้ามหานครมีข้อจำกัดในการใช้อำนาจตามกฎหมายและไม่สามารถให้บริการได้อย่างมีประสิทธิภาพ ประกอบกับการขนส่งมวลชนโดยระบบรถไฟฟ้าได้ทวีความจำเป็นยิ่งขึ้นมาก จึงได้มีการตรา “พระราชบัญญัติการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2543) (ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 117 ตอนที่ 114ก วันที่ 1 ธันวาคม 2543) จัดตั้ง “การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย” เรียกโดยย่อว่า “รฟม.” เพื่อปรับปรุงอำนาจหน้าที่ขององค์การรถไฟฟ้ามหานครให้สามารถดำเนินกิจการรถไฟฟ้าให้เป็นระบบและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งอำนาจหน้าที่ในการคุ้มครองความปลอดภัยของกิจการรถไฟฟ้าและคนโดยสารรถไฟฟ้า มีฐานะเป็นรัฐวิสาหกิจภายใต้การกำกับของนายกรัฐมนตรี มีวัตถุประสงค์ดังต่อไปนี้

  1. ดำเนินกิจการรถไฟฟ้าในกรุงเทพมหานครและปริมณฑลรวมทั้งจังหวัดอื่นตามที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา หรือระหว่างจังหวัดดังกล่าว
  2. ศึกษา วิเคราะห์ และจัดทำโครงการและแผนงานเกี่ยวกับกิจการรถไฟฟ้าเพื่อปรับปรุงและพัฒนาให้ทันสมัย
  3. ดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับกิจการรถไฟฟ้าและธุรกิจอื่นเพื่อประโยชน์แก่ รฟม. และประชาชนในการใช้บริการกิจการรถไฟฟ้า

ต่อมา เมื่อ พ.ศ. 2545 ได้มีการปรับปรุงอำนาจหน้าที่ของส่วนราชการและได้โอนอำนาจหน้าที่ของนายกรัฐมนตรีในส่วนของการกำกับดูแลการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย มาเป็นอำนาจหน้าที่ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม




Monorail เป็นระบบขนส่งมวลชนทางรางที่ตัวรถวิ่งด้วยล้อยางบนเขตทางเฉพาะ (Private Right of Way: PROW) โดยถือเป็นรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนระบบเบารูปแบบหนึ่ง (Light Rail Transit) มีความสามารถในการรองรับผู้โดยสารได้ประมาณ 10,000-40,000 คนต่อชั่วโมงต่อทิศทาง โดยในปัจจุบันมีการพัฒนาให้สามารถรองรับผู้โดยสารได้สูงสุดประมาณ 48,000 คนต่อชั่วโมงต่อทิศทาง ลักษณะตัวรถและโครงสร้างรางเดี่ยวที่เป็นทางวิ่งมีขนาดเล็กและเบา ทำให้ก่อสร้างได้ง่าย รวดเร็ว และราคาถูกกว่าโครงสร้างทางวิ่งยกระดับของระบบขนส่งมวลชนแบบรางชนิดอื่นๆ และใช้ล้อยางทำให้มีเสียงดังน้อยกว่าระบบขนส่งมวลชนที่ใช้รางเหล็ก และล้อเหล็ก ในปัจจุบันรถไฟฟ้ารางเดี่ยวมี 2 ประเภท ได้แก่

  • รถไฟฟ้ารางเดี่ยวแบบวิ่งคร่อมบนรางเดี่ยว (Straddle Monorail)

  • รถไฟรางเดี่ยว แบบแขวน (Suspension Monorail)  

ลักษณะทั่วไปของ Monorail

Monorail เป็นระบบรถไฟฟ้ารางเดี่ยว ที่ล้อยางวิ่งอยู่บนทางวิ่ง หรือคานรางเดี่ยว (Guideway) ซึ่งเป็นคอนกรีตหรือเหล็ก แต่โดยทั่วไปนิยมใช้รูปแบบคอนกรีต โดยทั่วไปมีขนาดประมาณ 1 ใน 4 ของตัวรถเพื่อความสมดุลของตัวรถ ตัวรถจะมีล้อ 2 ชุด คือ Driving Wheels อยู่บนทางวิ่ง ซึ่งเป็นล้อรับน้ำหนักตัวรถ และ Guide Wheels อยู่ด้านข้าง ซึ่งจะเป็นตัววิ่งไปตามทางวิ่ง ด้วยลักษณะที่ตัวรถคร่อมอยู่บนทางวิ่ง และตัว Guide wheel วิ่งไปตามทางวิ่ง ดังนั้นการออกแบบทางวิ่งจะต้องสอดคล้องกับขนาดของตัวรถด้วย ซึ่งขนาดของรถ Monorail ของแต่ละบริษัทจะมีขนาดที่แตกต่างกัน

สมรรถนะ

รถไฟฟ้า Monorail ถูกออกแบบให้วิ่งด้วยความเร็วสูงสุด 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ความเร็วสูงสุดในการให้บริการที่ 70 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ความเร็วเฉลี่ย 35 กิโลเมตรต่อชั่วโมง การให้บริการ โดยวิ่งบนรางที่มีความชันสูงสุดได้ ไม่เกิน 6% รัศมีเลี้ยวโค้งในแนวราบไม่น้อยกว่า 45-70 เมตร และรัศมีเลี้ยวโค้งในแนวราบในศูนย์ซ่อมบำรุง 40 เมตร นอกจากนี้ ด้วยระบบล้อของ Monorail เป็นล้อยาง จึงสามารถเร่งและลดความเร็วได้ดีกว่าระบบล้อเหล็ก แต่อย่างไรก็ตาม การเร่งและลดความเร็วของระบบ ยังคงต้องคำนึงถึงความสะดวกสบายของผู้โดยสารด้วย โดยเฉพาะผู้โดยสารที่ยืน

ข้อมูลทางเทคนิคของระบบ Monorail

ระบบรถไฟฟ้า Monorail มีทั้งระบบที่เป็น ระบบ 2 เพลาและ 4 เพลา โดยขับเคลื่อนด้วยระบบไฟฟ้า 750 Vdc และ 1,500 Vdc จากรางไฟฟ้าทั้งสองข้าง จ่ายกระแสไฟฟ้าจากรางจ่ายไฟ (Power Rails)

โครงสร้างทางวิ่ง

โดยทั่วไปโครงสร้างทางวิ่ง (Track Beam) ของระบบ Monorail จะเป็นคานคอนกรีตรูปตัวไอ วางบนเสาตอม่อ โดยมีระยะห่างช่วงเสา (Span Length) ประมาณ 20-30 เมตร เสาตั้งบนฐานราก (Pile Cap) โดยมีเสาเข็มเจาะขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 1.5-1.8 เมตร หรือเสาเข็มเหลี่ยม (Barrette Pile) โดยระยะห่างระหว่างศูนย์กลางของทางวิ่ง สำหรับบริเวณทางตรง ควรมีระยะที่ 4.70 เมตร เพื่อสำหรับ Emergency Walkway ในขณะที่บริเวณทางโค้ง ระยะห่างของ Track Beam ควรเพิ่มขึ้นตามรัศมีความโค้ง

รูปทางวิ่งและ Emergency Walkway

ความจุของระบบ Monorail

ความสามารถในการรองรับผู้โดยสารของระบบ Monorail ขึ้นอยู่กับจำนวนตู้ต่อขบวน และความถี่ในการให้บริการ โดยเมื่อพิจารณาความสามารถในการรองรับผู้โดยสารต่อ 1 ตู้นั้น จะสามารถรองรับผู้โดยสารนั่งได้ที่ 16-26 คน/ตู้ และมีพื้นที่รองรับผู้โดยสารยืนที่ 17-29.6 ตารางเมตร ซึ่งจะสามารถรองรับผู้โดยสารได้ตั้งแต่ 122-200 คนต่อตู้ (ประเมินที่ความหนาแน่นของผู้โดยสารยืน 6 คนต่อตารางเมตร)

เนื่องจากความแพร่หลายของการใช้งาน และความเหมาะสมกับการใช้งานในพื้นที่เขตเมือง จึงเสนอใช้ ระบบ Straddle Monorail กับโครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพู โดยในปัจจุบันมีบริษัทตัวแทนผู้ผลิตระบบ Straddle Monorail อย่างหลากหลาย โดยมีความสามารถในการรองรับผู้โดยสารได้ตั้งแต่ 3,000 ถึง มากกว่า 30,000 คนต่อชั่วโมงต่อทิศทาง ทั้งนี้เมื่อพิจารณาความเหมาะสมกับโครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพู นั้นซึ่งมีปริมาณผู้โดยสารในระดับปานกลางถึงระดับสูง จึงจำเป็นต้องใช้ระบบ Straddle Monorail ขนาดใหญ่ (Large Type) ที่สามารถรองรับปริมาณผู้โดยสารได้มากกว่า 30,000 คนต่อชั่วโมงต่อทิศทาง

การให้บริการของระบบ Monorail ในประเทศต่างๆ

ผู้ประกอบการ

สถานที่

ระยะทางในการให้บริการ
(กม.)

ปีที่เปิดให้บริการ

จำนวนรถ

ความเร็ว
ในการให้บริการ(กม./ชม.)

จำนวนผู้โดยสารต่อวัน  (ปี 2553)

Tokyo Monorail

โตเกียว/ญี่ปุ่น

17.8

1964

120

45.3

125,258

Tama Monorail

โตเกียว/ญี่ปุ่น

16.0

1998

64

27.0

122,600

Osaka Monorail

โอซากา/ญี่ปุ่น

28.0

1997

84

35.8

99,093

Kitakyushu Monorail

ฟูคูโอคะ/ญี่ปุ่น

8.8

1985

40

27.4

29,786

Okinawa Monorail

โอกินาวา/ญี่ปุ่น

12.9

2003

24

28.0

35,272

Chongqing Monorail

ฉงฉิ่ง/จีน

18.0

2005

84

-

37,600

KL Monorail

มาเลเซีย

8.6

2003

24 (12×2)

-

45,000

Sentosa Monorail

สิงคโปร์

2.1

2006

8

-

-

Palm Jumeirah Monorail

ดูไบ
สหรัฐอาหรับเอมิเรต

5.4

2009

12

-

-


 

 
จำนวนผู้เข้าชม :
Content & Webdesign © 2011 By team consulting engineering and management co. ltd All right reserved