การติดขัดของการจราจรใน กทม. เป็นสาเหตุให้รถยนต์ประเภทต่างๆ
บนท้องถนนต้องเลือกใช้เส้นทางอ้อมอื่นๆ ทำให้เดินทางมากขึ้นกว่าที่ควรจะเป็น
คิดเป็นระยะทาง 1,713 ล้านกิโลเมตรต่อปี รวมทั้งต้องใช้ปริมาณน้ำมันเพิ่มขึ้นจากการเดินรถด้วยความเร็วต่ำอีกประมาณ
2,500 ล้านลิตรต่อปี (ประมาณ 45% ของการใช้น้ำมันประจำวัน)
โดยความสูญเสียน้ำมันทั้งหมดจากการติดขัดของการจราจรจะคิดเป็นมูลค่ารวมประมาณ
12,000 ล้านบาทต่อปี ดังนั้น หากมีการสร้างระบบรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนให้ครอบคลุมพื้นที่กรุงเทพฯ
และปริมณฑลจะสามารถลดความสูญเสียดังกล่าวได้
ระบบรถไฟฟ้าใต้ดินเป็นระบบขนส่งมวลชนที่มีความจุสูง
(Heavy Rail) ควบคุมการทำงานด้วยระบบคอมพิวเตอร์ ใช้พลังงานไฟฟ้าเป็นตัวขับเคลื่อนรถไฟฟ้าแต่ละขบวน
(6 ตู้) สามารถจุผู้โดยสารได้ถึงประมาณ 2,000 คน โดยความถี่ของการให้บริการจะขึ้นอยู่กับจำนวนผู้โดยสารในแต่ละช่วงเวลา
การที่รถไฟฟ้าสามารถขนส่งผู้โดยสารได้คราวละมากๆ เป็นผลทำให้พลังงานที่ใช้ในการขนส่งผู้โดยสารต่อคนมีปริมาณน้อยมากเมื่อเปรียบเทียบกับการขนส่งรูปแบบอื่นๆ
ประกอบด้วยรถไฟฟ้าใช้พลังงานไฟฟ้าในการขับเคลื่อนรถ
ซึ่งพลังงานไฟฟ้าส่วนหนึ่งมาจากพลังงานน้ำตามเขื่อนต่างๆ
ที่มีอยู่ในประเทศ นอกจากนี้การที่มีผู้ใช้รถยนต์บางส่วน
หันมาใช้รถไฟฟ้าทำให้รถยนต์บนถนนเบาบางและการติดขัดลดลง
ทำให้อัตราการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงของรถยนต์บนถนนลดลงไปด้วย
จากการศึกษาเปรียบเทียบกับระบบขนส่งอื่นๆ พบว่าระบบรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนเป็นระบบที่ประหยัดน้ำมันที่สุด
คือหากมีการใช้รถยนต์ส่วนตัวจะใช้น้ำมันวันละประมาณ
44 บาท รถโดยสารประจำทางใช้น้ำมันวันละ 32 บาท และรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนใช้น้ำมันเพียงวันละ
16 บาท เท่านั้น โดยสามารถขนถ่ายผู้โดยสารได้เป็นจำนวนมาก
อย่างน้อย 40,000 คน ต่อชั่วโมงต่อทิศทาง (ซึ่งมากกว่าการโดยสารรถประจำทาง
รถแท็กซี่ หรือรถส่วนตัวหลายเท่า) จากการศึกษาพบว่ากรณีที่ก่อสร้างและเปิดบริการโครงการรถไฟฟ้ามหานคร
สายเฉลิมรัชมงคล ระยะทางเพียง 20 กิโลเมตร โครงการนี้จะให้ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจในรูปของการประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายในการเดินทางและค่าน้ำมันตลอดอายุสัมปทานประมาณ
428,457 ล้านบาท แบ่งเป็นการประหยัดเวลาในการเดินทาง
386,766 ล้านบาท ประหยัดค่าใช้จ่ายของยวดยานและน้ำมัน
41,691 ล้านบาท