 |
สมาร์ทการ์ดบัตรโดยสารรถไฟฟ้ายุคไฮเทค |
|
|
ท่ามกลางความเจริญก้าวหน้าของโลกเทคโนโลยีที่ไม่หยุดยั้ง
มนุษย์ได้พัฒนาคิดค้นสิ่งอำนวยความสะดวกขึ้นมามากมาย สมาร์ทการ์ดเป็นเทคโนโลยีใหม่ที่พัฒนาขึ้นมาเพื่อช่วยในการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของมนุษย์ในโลกให้สะดวกสบายขึ้นอย่างไร้ขีดจำกัด
สมาร์ทการ์ดได้ถูกนำมาใช้กับวงการต่างๆ มากมาย โดยเฉพาะวงการธุรกิจ
สมาร์ทการ์ดจะช่วยให้มีความได้เปรียบทางธุรกิจ โดยสมาร์ทการ์ดจะทำการปรับปรุงการบริการให้ดีขึ้น
เช่น ให้บริการรับชำระเงิน การวิเคราะห์ข้อมูลกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย
และการเพิ่มช่องทางจัดจำหน่ายผ่านทางอินเตอร์เน็ต เป็นต้น นอกจากนั้น
สมาร์ทการ์ดยังนำมาช่วยในการควบคุมการเข้าออกอาคารได้ด้วย |
| |
 |
สำหรับธุรกิจขนส่งมวลชน
สมาร์ทการ์ดได้ถูกนำมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการให้บริการเช่นกัน
โดยสมาร์ทการ์ดจะช่วยลดค่าใช้จ่ายในการจัดจำหน่ายบัตรผู้โดยสาร
เพิ่มความรวดเร็วในการผ่านเข้าออกของผู้โดยสาร เพิ่มความสะดวกให้กับผู้โดยสาร
กล่าวคือผู้โดยสารไม่จำเป็นต้องนำบัตรออกมาจากกระเป๋าเพื่อสอดบัตรเข้าเครื่องอ่านบัตรเหมือนอย่างปัจจุบัน
เพียงแต่นำบัตรที่อยู่ในกระเป๋ามาใกล้กับที่อ่านบัตรเท่านั้น
ผู้โดยสารก็สามารถผ่านเข้าออกได้โดยไม่เสียเวลา
การนำบัตรสมาร์ทการ์ดมาใช้ในระบบขนส่งมวลชนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการให้บริการนั้น
ประเทศต่างๆ ที่มีระบบขนส่งมวลชนได้ให้ความสนใจและมีแนวโน้มที่จะทำการปรับเปลี่ยนวิธีการใช้บัตรผู้โดยสารจากเดิมมาใช้สมาร์ทการ์ดมากขึ้น
ดังจะเห็นได้จากประเทศเพื่อนบ้านเราอย่างสิงคโปร์ได้นำสมาร์ทการ์ดมาใช้กับระบบขนส่งมวลชน
ตั้งแต่ปี 2544 สถานีรถไฟฟ้าและสถานีรถเมล์ทุกสถานีในสิงคโปร์
มีการเปลี่ยนบัตรผู้โดยสารที่ใช้อยู่เดิมมาใช้บัตรผู้โดยสารสมาร์ทการ์ดแทน
โดยผู้โดยสารในสิงคโปร์สามารถเดินผ่านประตูโดยสารรถไฟฟ้าและขึ้นรถเมล์โดยสารโดยไม่ต้องหยุดสอดบัตรโดยสารเข้าเครื่องอ่านบัตร
เพียงแต่นำบัตรสมาร์ทการ์ดเข้าไปใกล้เครื่องอ่านในระยะประมาณ
1 5 เซนติเมตร ก็สามารถผ่านเข้าออกประตูได้
|
|
| |
ระบบจัดเก็บตั๋วโดยสารแบบใหม่ไม่ทำให้ค่าโดยสารสูงขึ้น
โดยผู้ลงทุนจะประหยัดเงินจากการใช้ระบบสมาร์ทการ์ดในระยะยาว ทั้งนี้เพราะอายุการใช้งานของสมาร์ทการ์ดมีอายุยาวนานถึง
5 ปี เมื่อเทียบกับบัตรโดยสารแบบแถบแม่เหล็กซึ่งมีอายุการใช้งานประมาณสองปีเท่านั้น
ส่วนค่าบำรุงรักษาก็ต่ำกว่าครึ่งหนึ่งเนื่องจากไม่มีชิ้นส่วนที่เคลื่อนไหวที่จะต้องดูแลเหมือนระบบอ่านบัตรแบบแถบแม่เหล็ก
การเปลี่ยนแปลงระบบตั๋วโดยสารแบบใหม่จะเป็นการก้าวสู่สหัสวรรษใหม่อย่างแท้จริง
เพราะสามารถเชื่อมต่อกับโครงการขนส่งต่างๆ ในอนาคตได้เป็นอย่างดี ระบบตั๋วโดยสารแบบใหม่นี้ทำให้สามารถระบายผู้โดยสารได้รวดเร็วขึ้น
ซึ่งจะรองรับการเพิ่มขึ้นของผู้โดยสารรถเมล์และรถไฟฟ้าในสิงคโปร์ที่คาดว่าจะมีประมาณเจ็ดล้านคนต่อวัน
ภายในปี 2553 โดยระบบตั๋วโดยสารใหม่ใช้เวลาเพียง 0.1 วินาทีต่อการทำงานแต่ละครั้งเท่านั้น
โดยสามารถรองรับปริมาณการผ่านเข้าออกประตูของผู้โดยสารสามารถทำได้ถึง
35 คนต่อนาที จากเดิมที่ทำได้ประมาณ 25 คนต่อนาที สำหรับรถเมล์โดยสารสามารถเพิ่มปริมาณผู้โดยสารได้ถึง
20 คนต่อนาที เมื่อเทียบกับเดิมที่มีอัตรา 12 คนต่อนาที หากเปรียบเทียบกันแล้วจะเห็นว่าบัตรโดยสารแบบสมาร์ทการ์ดสามารถเพิ่มความรวดเร็วในการให้บริการแก่ผู้โดยสารไม่น้อยเลยทีเดียว |
| |
สำหรับโครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าใต้ดินของไทยที่กำลังดำเนินการก่อสร้างอยู่
และคาดว่าจะเปิดเดินรถได้ในเดือนเมษายน 2547 ทั้งนี้ รฟม. ได้ให้นโยบายที่ให้จัดทำบัตรผู้โดยสารดังกล่าว
เพื่อเอื้ออำนวยให้ผู้โดยสารได้รับความสะดวกสบาย และรวดเร็วในการใช้บริการทัดเทียมกับระบบขนส่งมวลชนสากล
ชนิดไม่น้อยหน้าเช่นกัน โดยขณะนี้อยู่ระหว่างขั้นตอนการออกแบบระบบตั๋ว
โดยได้เลือกสมาร์ทการ์ดระบบตั๋วที่จะนำมาใช้งาน |
| |